[cs] งานปีใหม่ 2555 (1)

posted on 31 Dec 2012 14:59 by daejeonboy-commu
 
 
เอนทรี่นี้เป็นเรื่องแต่งที่เป็นส่วนหนึ่งของโครงการห้องเรียนจำลอง "โรงเรียนลูกบาศก์"
 
 
ตัวละครที่ปรากฏในเอนทรี่นี้
 
ครูเอิร์ธ (Link)
ครูโอ (Link)
วิ (Link)
มาร์ส (Link)
 
 
เอนทรี่ที่เกี่ยวข้อง
 
- ปาร์ตี้ปีใหม่ 2555 (บลอกน้ำตาล)
- ก.เพราะเรื้อน (บลอกเฟิร์น)
 
 
 
-----------------------------------------------------------------------------------------------------
 
 
 

ยามเย็นของวันที่ 30 ธันวาคม 2554

 

 

“ดูท่าทางอารมณ์ดีจังเลยนะมาร์ส งานปีใหม่ที่นี่มีอะไรพิเศษหรือเปล่า” ขณะที่ผมขับรถปิกอัพมาจอดที่ลานจอดรถของโรงเรียนลูกบาศก์ ถามหลานชายที่นั่งอยู่เบาะข้างๆ ซึ่งฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดีมาตลอดระหว่างทางที่ผมขับมา

 

“ไม่มีอะไรเป็นพิเศษหรอกครับอาเอิร์ธ” มาร์สเกาหัวแก้เก้อ พลางมองไปที่ของขวัญในมือตนที่ห่อด้วยพลาสติกกันกระแทกแล้วหุ้มด้วยใบตองอีกชั้น (ใบตองก็มาจากต้นกล้วยในสวนที่บ้านผมนั่นล่ะ...ประหยัดดี)

 

ผมพิจารณาของขวัญที่มาร์สเตรียมก็รู้แน่ชัดว่าภายในโรงเรียนลูกบาศก์แห่งนี้ คงมีคนที่มาร์สแอบปลื้มแน่ๆ ไม่งั้นคงจะโผล่มาหาผมที่โรงเรียนน้อยครั้งกว่านี้ อีกทั้งในงานปีใหม่คราวนี้ มีการจับฉลากของขวัญด้วย แต่เจ้าหลานชายกลับหาของขวัญเพื่อให้เฉพาะ “คนใดคนหนึ่ง”

 

...เพียงแต่ผมยังไม่แน่ใจนักว่า “คนที่มาร์สแอบปลื้ม” คือใคร

 

“อ่าฮะ...เดี๋ยวอาไปซ้อมตีกลองไทโกะก่อนนะ”

 

“ผมขอนั่งเล่นแถวสวนลูกบาศก์ กะว่าอยากตั้งสมาธิสักหน่อยก่อนเล่นไวโอลินในงานน่ะครับ”

 

“...อย่าลืมว่าช่วงทุ่มครึ่ง มาร์สมีคิวเล่นดนตรีด้วยล่ะ” ผมกล่าวเตือน “แล้วจะฝากไวโอลินไว้ที่อาก่อนไหม?”

 

“งั้นรบกวนด้วยครับอาเอิร์ธ”

 

 

- - - - - - - - - - - - - - - - - - -

 

 

“เฮ้อ...ทำไมถึงได้ขี้ลืมอย่างนี้ได้นะเรา” ผมบ่นตัวเองที่ลืมของขวัญจับฉลากไว้ในเจ้ารถปิกอัพคันเก่ง ยิ่งตอนนี้ใกล้เริ่มลงทะเบียนแล้ว จึงรีบวิ่งมาเอาของที่รถ แต่เมื่อผมปิดประตูรถแล้ว สายตาผมเหลือบไปเห็นเจ้ามาร์ส กับคนที่กำลังเดินไปหามาร์ส

 

ศรันฉัตรนี่...เหมือนผมเคยเห็นสองคนนี้เจอกันที่นี่ช่วงเย็นๆอยู่บ้างละนะ

 

ผมเลยแอบอยู่ข้างพุ่มไม้แถวๆนั้นจ้องมองพฤติกรรมของผู้เป็นหลาน แม้เขาจะอยู่ห่างจนไม่ได้ยินเสียงก็ตาม ดูมาร์สจะชะงักเหมือนเห็นศรันฉัตรที่วันนี้แต่งตัวน่ารักกว่าเดิม ก่อนยื่นของขวัญให้เธอ

 

ถ้าผมดูท่าทางหลานชายตัวเองไม่ผิด คนที่มาร์สแอบปลื้มคือศรันฉัตร ...แต่เท่าที่ผมพอรู้เลาๆ ศรันฉัตรเองก็มีอีกคนที่พยายามจีบอยู่

 

ว่าแล้ว “อีกคน” ที่ผมนึกถึงก็จู่โจมเข้ามาโถมกอดมาร์ส เสียงตะโกน “ดาร์ลิง~” ค่อนข้างดังของสิงหาจนผมได้ยิน ทำเอาผมคิดว่าแน่ใจหรือที่ไปเรียกมาร์สด้วยคำแทนตัวอย่างนั้น

ถึงแม้ผมจะเคยเห็นสิงหาใช้คำแทนตัวแนวๆนี้กับเพื่อนๆคนอื่นก็เถอะ แต่มาร์สมันเป็นคนที่ค่อนข้าง “จริงจัง” เรื่องการวางตัวโดยขึ้นกับคำแทนตัวพอสมควรนะ

 

สิงหาเองก็เริ่มกอดมาร์สหนุบหนับประหนึ่งนักรักบี้ที่แย่งกันกอดลูกรักบี้... อยากจะเตือนเหลือเกินว่า ยิ่งทำตัวกับมาร์สอย่างนี้ หากร่วมกับคำ “ดาร์ลิ้ง” ที่สิงหาใช้เรียกมาร์ส มาร์สมันจะยิ่งรู้สึกแปลกๆ ก่อนที่สิงหาจะกอดคอหลานผมลากเข้าไปในงาน

 

ผมรู้สึกตะหงิดๆว่านี่เป็น “สามเส้า” พิลึกๆยังไงไม่รู้ แต่ก็นั่นล่ะ 3 คนนั้นเขาคงเป็นเพื่อนกันมานานแล้ว อีกอย่าง...เรื่องส่วนตัวของวัยรุ่น ผมเองก็ไม่อยากแทรกตัวมาจุ้นจ้านอยู่หรอกนะ

 

“ครูเอิร์ธ ซุ่มมองอะไรอยู่เหรอครับ??” ครูโอมายืนข้างหลังผมตั้งแต่เมื่อไหร่กันนี่

 

“อ๋อ มาเฝ้าดูวงจรชีวิตหนอนปลอกในพุ่มไม้ครับครูโอ แฮะๆ” ผมยิ้มแก้เก้อให้ครูโอที่กำลังทำหน้าแปลกใจ อา...ผมผิดศีลข้อมุสาวาทาซะแล้วสิ เนียนเปลี่ยนเรื่องสักหน่อยดีกว่า “งานปีใหม่คราวนี้ ผมกับครูโอเป็นพิธีกรในงานเหมือนกัน ครูโอเคยทำหน้าที่เป็นพิธีกรในงานหรือเปล่าครับ?”

 

ครูโอถอนหายใจพร้อมขมวดคิ้ว “ยังไม่เคยครับครูเอิร์ธ...คราวนี้เป็นครั้งแรกนี่ล่ะครับ”

 

“เอาน่าๆ ครูโอ ผมเข้าใจครับ” ผมเห็นท่าทีค่อนข้างประหม่าเล็กน้อยของคู่สนทนา จึงได้แต่ตบบ่าเพื่อนร่วมงาน เพราะเห็นว่าตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน เพียงแต่ผมมองว่าทำหน้าที่ตนเองให้ดีที่สุด และตั้งสติให้มั่นไว้ก็เพียงพอแล้ว งั้นจะลองช่วยให้ครูโอสงบขึ้นหน่อยละกัน

 

“เอางี้... ตอนนี้ครูโอยังประหม่าอยู่ ถ้าจะให้สงบขึ้นลองนึกคำว่า “สงบ” ตอนหายใจเข้า “หนอ” ตอนหายใจออก หลับตา หายใจลึกๆช้าๆ ไปสักพัก น่าจะดีขึ้น...ลองดูสิครับ”

 

“ก็ได้ครับ” แล้วครูโอก็ลองทำตามที่ผมแนะนำสักพักหนึ่ง จนผมรู้สึกว่าครูโอดูสงบขึ้น ไม่ประหม่าเท่าเมื่อกี้แล้ว “อืม...ก็พอรู้สึกสงบขึ้นบ้างครับ”

 

“ดีแล้วล่ะครับ...เดี๋ยวผมขอตัวไปซ้อมตีกลองต่อนะครับ”

 

 

- - - - - - - - - - - - - - - - - - -

 

 

หลังจากผมซ้อมตีกลองไทโกะเสร็จ กะว่าจะไปลงทะเบียนซะหน่อย แต่ก่อนที่ผมจะไปถึงโต๊ะลงทะเบียน ก็พบกับร่างคุ้นตาที่ผมไม่นึกว่าจะมางานนี้ด้วยกำลังลงทะเบียนอยู่พอดี ผมเลยตรงเข้าไปทักสารทุกข์สุกดิบกับลูกศิษย์ก้นกุฏิคนนี้เสียหน่อย

 

“ไง...ทวิชา ไม่เจอกันนานเลยนะ”

 

“สวัสดีครับอาจารย์เอกภพ”

 

“อื้ม...เดี๋ยวครูขอลงทะเบียนก่อน แล้วค่อยคุยกัน”

 

หลังจากที่ผมลงชื่อและมอบของขวัญสำหรับจับฉลากให้ฝ่ายลงทะเบียนเสร็จ ทวิชากับผมก็มานั่งพูดคุยสารทุกข์สุขดิบกันที่ม้านั่งแถวๆหน้าอาคาร 3 ซึ่งเป็นพื้นที่จัดงาน เท่าที่ผมสังเกตลักษณะของทวิชา ดูเหมือนเขาจะดูอวบขึ้นมาเล็กน้อย ไม่ได้ผอมมากแบบเมื่อก่อน และใส่แว่นสายตาด้วย แต่ก็ยังไว้ผมทรงนักเรียนเหมือนเดิม

 

“ไปอยู่ที่นั่นเป็นไงบ้างล่ะ ปรับตัวได้หรือยัง??”

 

“ก็เรื่อยๆครับ กว่าจะปรับตัวได้ก็แทบแย่เหมือนกัน...แล้วอาจารย์ล่ะครับ”

 

“งานเยอะเหมือนเดิม ทั้งงานสอน งานพิเศษอะไรพวกนี้ ทวิชาอยู่อังกฤษแล้วดูสมบูรณ์ขึ้นนะ”

 

แววตาของหนุ่มคิตตี้อวกาศคนนี้ก็ยังคงนิ่งเหมือนเดิม “ก็อ้วนขึ้นบ้างล่ะครับ กินแต่ขนมปังกับเนื้อ นี่ก็คิดถึงอาหารไทยพอสมควรครับ”

 

ผมเองก็ลืมๆระบบการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยของที่อังกฤษไปแล้ว ทั้งๆที่ผมเคยช่วยหาข้อมูลก่อนทวิชาไปอังกฤษแท้ๆ เลยถามขึ้น “แล้วนี่อยู่ปี 1 แล้วสินะ”

 

“ไม่ใช่ครับอาจารย์ ตอนนี้เรียนอยู่ Lower Sixth น่ะครับ”


“Lower Sixth??”

 

“คือในการสมัครเข้ามหาวิทยาลัยต้องยื่นคะแนนสอบ A-levels ประกอบด้วย ถ้าคะแนนสอบดีก็มีโอกาสติดมหาวิทยาลัยดีๆเยอะ แต่ก็ต้องผ่านการเรียนเพื่อเตรียมสอบอยู่ 2 ปี โดยปีแรกจะเรียกว่า Lower Sixth น่ะครับอาจารย์”

 

              

“หมายความว่า ก็คือเสียเวลาอีก 2 ปี ถ้าเทียบกับเรียนต่อในไทย??”

 

“ไม่ครับอาจารย์ เสียเวลาปีเดียว เพราะ ป.ตรีที่นั่นเรียน 3 ปีครับ”

 

“แล้วได้เรียนวิชาอะไรใน Lower Sixth บ้างล่ะ”

 

“มีคณิตศาสตร์ขั้นสูง ฟิสิกส์ เคมี แล้วก็ชีวะครับ”

 

ผมพิจารณารายวิชาที่ลูกศิษย์คนนี้ไปเรียนที่นั่น ดูจำนวนวิชาน้อยแล้วก็รู้สึกเป็นห่วงตรงชีววิทยานี่ล่ะ ทวิชาไม่ถนัดอยู่ด้วย “ฟังดูจำนวนวิชาน้อยนะ แล้วชีวะนี่ทวิชาเรียนไหวอยู่ไหม??”

 

“น้อยแต่ก็เรียนหนัก งานเยอะครับ ส่วนชีววิทยานี่ผมจะลองสู้ให้เต็มที่ครับ” แววตาไร้ประกายนิ่งไปพักหนึ่ง “คิดซะว่าการศึกษาสิ่งมีชีวิตต่างดาว มันก็ต้องพอมีพื้นฐานวิชานี้อยู่บ้าง”

 

ผมได้แต่ยิ้มๆ เข้าใจดีว่าเป้าหมายในชีวิตของลูกศิษย์รายนี้ คือการค้นหาสิ่งมีชีวิตต่างดาว และพยายามอธิบายถึงการมีอยู่ของพวกมัน นี่ดูท่าทางจะอ่านหนังสือหนักจนสายตาสั้นแบบผมซะแล้วสิ

 

“แล้วนี่ทวิชาตั้งใจว่าจะยื่นคะแนนสอบ A-level เพื่อเรียนต่อที่ไหนล่ะ”

 

“ก็ดูอยู่หลายๆที่ครับ...เท่าที่ผมลองค้นข้อมูลกับปรึกษาอาจารย์ที่นั่นหลายๆคน คิดว่าคงจะเข้าสาขาเอกดาราศาสตร์น่ะครับ”

 

“แล้วทำไมไม่เข้าสาขาเอกชีวะไปล่ะ??”

 

“เหตุผลหลายข้อครับอาจารย์เอกภพ ข้อแรก ที่อังกฤษ แลบเกี่ยวกับชีวดาราศาสตร์ในมหาวิทยาลัยต่างๆ ส่วนใหญ่ขึ้นกับภาควิชาดาราศาสตร์แทนที่จะเป็นภาคชีวะ สอง...ผมถนัดแถมรู้สึกสนุกกับฟิสิกส์กับคณิตมากกว่าชีวะ โอกาสจะสอบติดภาคดาราศาสตร์ที่หนักทางฟิสิกส์จึงมากกว่า และก็สาม...อันนี้อาจารย์เขาแนะนำมา แต่ผมยังไม่แน่ใจกับข้อนี้”

 

“ทำไมหรือ??”

 

“เขาว่าในยุคปัจจุบันนี้ งานวิจัยสายดาราศาสตร์เกี่ยวกับพวก Exoplanet ค่อนข้างบูม เลยแนะผมมาว่าเผื่อในอนาคต ผมคิดอยากเปลี่ยนสายวิจัยน่ะครับ”

 

ผมนั่งคิดภาพรวมของดาราศาสตร์สายนี้ ที่เกี่ยวกับการศึกษาดาวเคราะห์ในระบบสุริยะอื่น (Exoplanet) อยู่พักหนึ่ง ก่อนพูดขึ้น “ครูว่าพอเข้าใจอาจารย์ที่แนะนำทวิชามานะ ลองคิดตามครูดูนะ ในการที่จะค้นหาสิ่งมีชีวิตต่างดาว เราจำเป็นต้องศึกษาค้นหาถึงดาวเคราะห์ที่เอื้อต่อการดำรงชีวิตจริงไหม??”

 

ทวิชาพยักหน้าตาม

 

“ถ้าเราไม่ศึกษาค้นหาดาวเคราะห์ที่จะเอื้อต่อการดำรงชีวิตก่อน เราก็ไม่รู้ว่าสิ่งมีชีวิตรูปแบบไหนที่มีสิทธิ์อยู่รอดบนดาวเคราะห์ดวงนั้น อีกทั้งดาวเคราะห์ในระบบสุริยะอื่นมีเป็นหลายร้อยดวง แล้วจะมีกี่ดวงกันที่พอเอื้อต่อการดำรงชีวิต”

 

“งั้นให้เป้าหมายหลักที่เล็งคือ’สิ่งมีชีวิตต่างดาว’ พวกสายวิจัย Exoplanet จะชี้เป้าหมายว่า เท่าที่ศึกษาดาวเคราะห์ดวงต่างๆ ดวงนี้สภาพน่าจะโอเคนะ แล้วส่งให้พวกนักชีวดาราศาสตร์ไปยิงต่อเอาว่า สภาพแวดล้อมบนดาวเคราะห์ดวงนี้เป็นแบบนี้ น่าจะมีสิ่งมีชีวิตแบบไหนอาศัยอยู่...ผมเข้าใจประมาณนี้ถูกหรือเปล่าครับอาจารย์??”

 

“อื้ม...ถูกแล้วล่ะ อาจารย์ที่แนะนำทวิชาเขาคงคิดว่า ถ้าเผื่อทวิชาเกิดเปลี่ยนสายวิจัยในอนาคตจริงๆ มาศึกษาค้นหา Exoplanet ยังพอมีประโยชน์ต่อฝั่งชีวดาราศาสตร์อยู่บ้างไง ถือซะว่าเป็นหนทางสำรองในการค้นหาสิ่งมีชีวิตต่างดาวไง”

 

“ถ้างั้นผมก็เข้าใจแล้วครับ” หนุ่มคิตตี้อวกาศแหงนหน้ามองดวงดาวที่เริ่มปรากฏให้เห็นบนท้องฟ้าหลังดวงอาทิตย์ตกดิน “นี่ถ้าผมไม่มาเจออาจารย์เมื่อปีที่แล้ว...คงไม่รู้ว่าตอนนี้ชีวิตผมจะเดินไปทางไหน ขอบคุณอาจารย์เอกภพมากๆนะครับ”

 

“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก...ครูเป็นเพียงป้ายบอกทางเท่านั้น ทวิชาต่างหากที่เป็นคนเลือกที่จะเดินไปตามทางนั้นเอง”

 

ผมเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนพูดในสิ่งที่ผมรู้สึกผิดลึกๆส่วนหนึ่งที่ไปมีผลต่อการเลือกทางเดินชีวิตของลูกศิษย์ “ตอนที่ครูเจอกับทวิชาครั้งแรก ทวิชาค้นหาสิ่งมีชิวิตต่างดาวด้วยใจรัก ด้วยจินตนาการ การที่ครูแนะนำชีวดาราศาสตร์ให้ทวิชารู้จัก...บางทีครูว่าเป็นการตีกรอบความคิดทวิชาด้วยนะ ครูเริ่มรู้สึกอย่างนี้หลังทวิชาไปอังกฤษแล้วน่ะ”

 

“ไม่หรอกครับอาจารย์เอกภพ” ทวิชาเหลือบมองผมพลางส่ายหัว  

“ผมน่ะอยากค้นพบสิ่งมีชีวิตต่างดาว อธิบายการมีอยู่อย่างมีเหตุผลให้ได้ แต่ก่อนนี้ผมใช้แต่จินตนาการและเหตุผลที่ผมคิดเอง การที่ใช้เพียงจินตนาการอย่างเดียวนั้นเป็นดั่งคนหูหนวก ขณะที่ถ้าหนักแต่ทางความรู้ก็เหมือนคนตาบอด อาจารย์ช่วยเติมเต็มโดยเพิ่มความรู้ให้ผมด้วยซ้ำไป”

 

“แล้วอีกอย่าง...ผมเองก็สนุกกับหนทางสายชีวดาราศาสตร์ซะแล้วด้วย อาจารย์ไม่ต้องรู้สึกผิดอะไรหรอกครับ” คำพูดของทวิชาช่วยให้ผมรู้สึกดีขึ้นมาบ้าง

 

จากแต่แรกที่เคยคิดว่า ความเปลี่ยนแปลงในชีวิตลูกศิษย์ที่เกิดจากตัวผมนั้นเป็นดาบสองคม แต่ตอนนี้ผมก็รู้แล้วว่าเจ้าตัวมีความสุขกับหนทางสายนี้เสียด้วย ผมก็รู้สึกดีใจนะที่อย่างน้อย ผมเองก็ยังพอช่วยหาหนทางชีวิตให้ลูกศิษย์ได้เลือก และลูกศิษย์เองก็เติบโตก้าวหน้าทั้งเก่งและดีด้วย...

 

 

ผมพอจะเข้าใจความสุขเล็กๆในอาชีพครู อย่างที่พ่อแม่ผมเคยเจอแล้วล่ะ


 

-------------------------------------------------------------------------------------------------

 

สรุป

- ครูเอิร์ธขับรถพามาร์สมางานปีใหม่ด้วย สังเกตเห็นว่ามาร์สค่อนข้างอารมณ์ดีเป็นพิเศษ

- ครูเอิร์ธลืมของที่รถ พอเอาของเสร็จก็เห็น "สามเส้า" (?) เจอกันที่สวนลูกบาศก์ เลยพอรู้ว่ามาร์สแอบชอบเฟิร์น

- ครูโอเห็นครูเอิร์ธที่แอบมองสามเส้าอยู่ ครูเอิร์ธเนียนเปลี่ยนเรื่องเลยพบว่าครูโอรู้สึกประหม่าในการเป็นพิธีกรครั้งแรกบ้างเล็กน้อย เลยพยายามให้ครูโอตั้งจิตให้สงบขึ้นมา

- หลังครูโอซ้อมการแสดงในงานปีใหม่เสร็จ ช่วงลงทะเบียนเจอกับวิพอดี เลยคุยกันยาว (วิกลับมาไทยช่วงหยุดยาวคริสต์มาส-ปีใหม่พอดี ซึ่งนานๆจะกลับไทยมาที)

- ครูเอิร์ธรู้สึกแย่กับตัวเองอยู่ ที่ถึงแม้จะเป็น 'ป๋าดัน' ให้วิไปเรียนต่อสายชีวดาราศาสตร์ก็จริง แต่ก็ดูเหมือนจะเป็นการจำกัดความคิดและจินตนาการของวิไปด้วย

- วิบอกครูเอิร์ธว่าอย่าคิดอย่างนั้น เพราะในการศึกษาวิทยาศาสตร์แล้ว ต้องมีทั้งจินตนาการและความรู้คู่กัน

 

 

จาก ผปค.ครูเอิร์ธ (และมาร์ส)


- เป็นเอนทรี่งานปีใหม่ที่ดองกันครบปีเลยทีเดียว

- ตั้งใจจะเขียนเอนทรี่เสื่อมๆ แต่ปลุกความเสื่อมไม่ขึ้น เลยกลายเป็นแนวเรื่อยเปื่อยออกเนิร์ดนิดๆ

- เอนทรี่งานปีใหม่ 2555 ตอนต่อไปนี่ จะมาหลังจากเคลียร์ 2619 แล้วนะครับ (เพราะหลานครูอีฟมางานนี้ด้วย)

- อันที่จริงแล้วน่าจะถือว่าเอนทรี่นี้เป็นการสรุปถึงอนาคตของวิ หนุ่มคิตตี้อวกาศแห่งรุ่น 1 พอได้นะครับ

- ก่อนวิไปอังกฤษ ต้องผ่านการสอบวัดระดับภาษา IELT ซึ่งเป็นเงื่อนไขบังคับ VISA นักเรียน (ตรงนี้ถามจากรุ่นน้องที่ไปเรียนต่ออังกฤษ และไม่ได้กล่าวถึงในฟิคครับ) และที่วิใส่แว่น (ที่กล่าวในนี้) ก็เกิดจากการโหมอ่านหนังสือจนสายตาสั้นครับ

- อนาคตของวิหลังจากนี้ (รอ ผปค.มาคอนเฟิร์มอีกที): เริ่มรู้สึกสนุกกับการเรียนจนเนิร์ดขึ้นๆ -> ศึกษาต่อในภาควิชาดาราศาสตร์จนจบ ป.เอก ที่ UK โดยทำวิจัยในสายชีวดาราศาสตร์มาโดยตลอด -> เรียนจบแล้วทำงานเป็นอาจารย์และนักวิจัยในอังกฤษประมาณ 4 ปี ก่อนกลับมาไทย

Spoil: ในอนาคตหลังวิกลับมาไทยแล้ว วิจะมาเป็นอาจารย์ที่อยู่ห้องวิจัยเดียวกันกับครูเอิร์ธที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงเทพครับ

- สำหรับในฟิคนี้ วิจะพูดคุยกับครูเอิร์ธได้ยาวกว่าปกติ เพราะวิกับครูเอิร์ธสนิทกันมาก และวิถือว่าครูเอิร์ธเป็นผู้มีพระคุณคนหนึ่งครับ

- รายละเอียดเกี่ยวกับระดับ A-level ตามนี้ครับ: Link1 Link2

- เกี่ยวกับ "ชีวดาราศาสตร์" นั้น ผมเคยเขียนบทความแปลเกี่ยวกับภาพรวมของแขนงนี้ไว้ที่บลอกผมครับ (Link)

 

 

 

Comment

Comment:

Tweet